Showing posts with label ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเรือ. Show all posts
Showing posts with label ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเรือ. Show all posts

Monday, February 7, 2011

บอกกล่าวเล่าเรื่อง

ก็ขอบอกกล่าวเล่าเรื่องเดิมๆต่ออีกซักนิดนึง สำหรับคนที่พึ่งจะได้มีโอกาสผ่านเข้ามาในบล็อคนี้ จุดมุ่งหมายของบล็อคนี้ก็เพื่อจะเป็นแหล่งข้อมูลให้น้องๆและผู้สนใจทั่วไปที่สนใจจะมาทำงานเรือหรือว่าทำงานเรืออยู่แล้วได้เข้ามาหาข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ข้อมูลทั้งหมดที่เห็นอยู่นะที่นี้ได้มาทั้งจากการบอกเล่ากันต่อๆมา และจากที่น้าได้เห็นได้สัมผัสมา เพราะฉนั้นใครที่ทำงานเรืออยู่มีข้อมูลอะไรอยากจะบอกอยากจะแนะนำก็ยังยินดีต้อนรับอยู่เหมือนเดิม ยังงัยใครท่ี่พึ่งเข้ามาก็ลองเข้าไปอ่านในหัวข้อ Thaiseaman Club ดูก็แล้วกันว่าต่อไปนั้นเรากำลังทำอะไรอยู่ ทีแรกก็ว่าจะทำให้ทันเมษานี้ แต่ว่าน้าดันเปลี่ยนใจมาใช้ Mac ตอนนี้ก็เลยต้องมานั่งเรียนรู้กันใหม่อีกซักพักนึงไม่รู้เหมือนกันว่าจะเปิดเว็บได้ทันหรือเปล่า ยังงัยซะก็จะพยายามเพราะฉนั้นใครมีอะไรดีๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพหรือคลิปวีดีโอก็ช่วยๆส่งกันเข้ามาได้นะ ข้อมูลพร้อมเมื่อไหร่ก็จะได้เริ่มให้เป็นรูปเป็นร่างเสียที อันนี้พูดถึงทุกๆคนเลยนะไม่ว่าจะอยู่บริษัทไหนก็ยินดีต้อนรับครับยังงัยก็ฝากด้วยก็แล้วกัน





ไม่ว่าจะเป็นรูปตอนทำงานหรือว่าสังสรรค์หรรษา หรือวาตอนออกไปเที่ยวข้างนอก หรือว่าสถานที่สวยๆที่อยากให้คนอื่นได้เห็น ก็ช่วยๆส่งกันเข้ามา เรียกว่าเอามาผลัดกันชมสิ่งที่เราเห็นอาจจะดูเหมือนว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่สำหรับคนอื่นที่เขายังไม่มีโอกาสได้ไปเห็นไปสัมผัส เขาจะมองรูปนั้นคนล่ะความรู้สึกกับเรา เพราะฉนั้นสวยไม่สวยก็ส่งมาได้ครับ




ภาพเรือในมุมมองต่างๆ อันนี้ชอบมากเพราะว่าจริงๆแล้วน้าก็ชอบถ่ายรูปเรือสะสมไว้ทุกครั้งที่เจอเรือลำไหนที่ยังไม่เคยเจอจะต้องถ่ายรูปไว้ตลอดเลย เยอะมากเลยแหละ ดูยังงัยก็ไม่เบื่อดูมาตั้งนานแล้ว เดี๋ยวเบื่องวันไหนก็คงไม่ได้มาเจอกันอยู่ตรงนี้แล้วล่ะ




หรือสถานที่ต่างๆที่เราได้มีโอกาสออกไปเที่ยว ก็เก็บมากันคนละรูปสองรูป บอกสถานที่และก็เจ้าของภาพมาด้วยก็จะเป็นการดี จะได้รู้ว่าใครที่ไหนอย่างไร เอาล่ะวันนี้คงจะมีแค่นี้ก่อนขอไปนั่งทำงานต่อ

Friday, May 7, 2010

งานเรือนั้นหนักจริงหรือ//////?????ต่ออีกที

หวัดดีครับต่อกันอีกวัน วันนี้ยังงัยก็ต้องเอาให้จบ จะได้รู้กันเสียทีว่างานเรือนี่มันหนักขนาดไหนและหนักอย่างไร เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาน้าว่าเรามาต่อกันเลยดีกว่า
*****งานเรือนั้นไม่มีความยุติธรรมมีแต่ความลำเอียง อยากรู้จริงๆเลยว่าคนที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาไปอยู่ที่ไหนมา น้าว่าพวกเราทุกคนที่มีโอกาสเข้ามาอ่านบล็อคของน้านี่น่าจะอายุเกิน 21 ปีกันแล้วแน่นอน เพราะคนส่วนใหญ่หางานเรือนี่จะต้องอายุประมาณนี้ขึ้นไปทั้งนั้น น้าอยากให้ลองมองย้อนมาใกล้ๆตัวหน่อยซิครับว่า มันมีที่ตรงไหนบ้างที่คุณเคย เคยผ่านหรือเคยทำงานมา มันมีแต่ความยุติธรรมปราศจากความลำเอียง อย่าให้น้าพูดแรงกว่านี้เลยนะครับ ขนาดศาลที่ว่าน่าจะเป็นที่ที่มีความยุติธรรมมากที่สุดบางครั้งบางสถาณการณ์ คนผิดกลับเป็นคนถูกซะงั้น คนดีก็กลับต้องไปนอนในตะรางมาก็นักต่อนัก แต่พอตัวเองทำงานมาซักระยะนึงแล้วไม่ได้ปรับตำแหน่ง " แม่งโครตลำเอียงเลยให้แต่เด็กมันได้" ครับอันนี้เรื่องจริงครับ น้ายอมรับว่ามันมีจริงครับ แต่ถ้ามามองในแง่ความเป็นจริง ก็ในเมื่อไอ้นี่มันเป็นคนของไอ้นั่น แล้วมันมีเหตุผลอะไรล่ะที่จะไม่ให้ไอ้นั่นมันไปช่วยไอ้นี่ ก็ในเมื่อไอ้ที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรดีหรือแตกต่างจากไอ้นี่เลย เข้าใจกันมั๋ยครับ มาน้าจะขอเล่าเรื่องราวของน้าเองเลยก็แล้วกันนะครับ
*****ก่อนอื่นเลยน้าอยากจะให้ทุกคนฟังแบบเปิดใจนะนี่ไม่ได้เป็นการยกย่องหรือว่าดูถูกใคร แต่น้าถือว่าน้าเอาประสบการณ์จริงของตัวน้ามาเล่าให้ฟังก็แล้วกันครับ
      น้าทำงานเรือมาปีนี้ก็ 10 ปีพอดีครับ เริ่มจาก JBS. หรือว่าพนักงานเสริฟเครื่องดื่มนั่นเอง น้าอยู่ในตำแหน่งนี้มา 2 ปีครึ่ง แต่ในระหว่างนี้ น้าก็ได้รับการเสนอชื่องให้เป็น BARTENDER อยู่ 2-3 ครั้ง แต่ว่าก็มีเด็กเส้นคนอื่นมันตัดหน้าไปตลอดเวลา น้ารู้ว่านั้นคือแพ้เด็กเส้นของพวกเขาน้าเลยไม่ได้ปรับตำแหน่งในตอนนั้น ถ้าน้าคิดว่านั้นคือการลำเอียงไม่มีความยุติธรรมหลงเหลือแล้ว ทำไปให้ตายยังงัยก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก แล้วน้าก็ไม่คิดจะทำอะไรมากมาย อยู่ไปวันๆทำงานไปงั้นๆ ถ้าน้าคิดยังงี้เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว วันนี้พวกน้องๆ ก็คงไม่ได้มาอ่านบล็อคของน้าในวันนี้หรอกครับ มาดูกันว่าน้าคิดยังงัย
     หลังจากที่น้าพลาดการปรับตำแหน่งตั้ง 2-3 ครั้ง สิ่งเดียวที่น้าคิดก็คือว่าเรายังทำไม่ดีพอ น้าต้องทำให้ได้ดีกว่านี้ น้าเคยทำยังงัย น้าทำเพิ่มขึ้นกว่าเดิม น้าเคยช่วยใครยังงัย น้าก็ยังช่วยเขาเหมือนเดิม น้าพยายามฝึกภาษาให้เก่งขึ้น น้าอ่านหนังสืออ่านตำรา จำสูตรได้มากกว่า bartender ในตอนนั้นเสียอีก และทุกครั้งที่มีการทดสอบความรู้ของแผนกน้าก็ทำคะแนนได้ 1ใน 5 มาตลอด จนกระทั้งวันนึงก็มีคนเดินเข้ามาบอกน้าเองเลยว่า น้าได้ปรับตำแหน่งเป็น bartender ในกลาง contract ที่ 3 ในขณะเดียวกันก็มีเพื่อนรุ่นน้าอีกหลายๆคนเขาก็ยังไม่ได้ปรับตำแหน่งซักที เพราะเขาเชื่อว่าทำไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา น้าคิดค่อนข้างจะง่ายมากเลยนะ ก็ในเมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่าคู่แข่งคือเด็กเส้นที่มีโอกาสได้ปรับตำแหน่งสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คุณจะมาชนะเขาด้วยการไม่ทำอะไรให้ดีกว่าเขาเลยมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้ก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับน้าจากตำแหน่ง JBS สู่ BARTENDER ในปี 2000-2003
     มาดูต่ออีกเรื่องนึงน้าก็ทำงานในตำแหน่งนี้ BARTENDER จาก 2003-2007 เป็นเวลาประมาณ 4 ปีกว่าๆ ในช่วงเวลานี้ก็อีกนะแหละน้าได้รับการเสนอชื่อ[ อีกแล้ว ] ให้ปรับตำแหน่งไปเป็น BAR SUPERVISOR ก็อีกนะแหละครับ ผมก็โดนตัดหน้าถึงสองครั้ง โดยเด็กของนายแบบหน้าด้านๆ เลยครับ แต่สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นผมกลับคิดว่าเรายังทำไม่ดีพอ เราต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม แทนที่ผมจะเสียอกเสียใจที่ไม่ได้ปรับตำแหน่ง ผมกลับทำงานมากขึ้นกว่าเดิม สอนงานลูกน้องในทีมงานมากกว่าเดิม ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานขึ้นมากกว่าเดิม และก็รับผิดชอบและดูแลบาร์ที่ผมรับผิดชอบให้ดีที่สุด แล้ววันนึงก็มีคนเดินมาบอกผมอีกว่า เราเลือกคุณแล้ว เราจะให้คุณเป็น BAR SUPERVISOR คนแรกของคนไทย
     เห็นหรือยังครับว่ามันเป็นอย่างไรผมว่ามันอยู่ที่วิธีคิดแค่นั้นเองครับ หลังจากวันนันน้าก็ทำงานในตำแหน่งนี่ ตำแหน่งที่หลายๆคนอิจฉา มาเป็นปีที่สามแล้ว ปีแรกที่น้าได้ตำแหน่งนี้มาบอกตรงๆเลยว่า หลายๆคนคิดว่าน้าจะเป็นตัวถ่วงพวกเขา ไม่รู้ว่าจะทำงานได้จริงหรือเปล่า จะคุมลูกน้องอยู่ไหม จะจัดการบาร์ตั้ง 3-4 บาร์ได้หรือ แต่หลังจากผ่านไปได้แค่ 3 เดือนน้าก็ทำให้ทุกคนได้เห็นว่าน้าทำงานอย่างไร จนกระทั้งคนหลายๆคนที่เคยพูดไม่ดีไว้ในตอนแรก เขามาจับมือยินดีกับน้าและบอกว่าเขาขอโทษที่เขามองน้าผิดไป เอาล่ะคิดว่าคงจะพอมองเห็นภาพกันบ้างแล้วนะ "ความยุติธรรมน่ะมันไม่มีอยู่ในโลกนี้มาตั้งนานแสนนานแล้วครับ แต่คำพูดที่ว่าทำดีย่อมได้ดีอันนี้ยังมีอยู่จริงครับ"

Thursday, May 6, 2010

งานเรือนั้นหนักจริงหรือ ????? [ต่อ]


ครับผมก็ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว จงอย่าเชื่อทุกคำที่ผมพูดผมเพียงแค่อยากจะบอกว่าทุกคำที่ผมพูดมันคือความจริงที่มีอยู่บนเรือในอีกแง่มุมนึงที่คนที่พูดถึงในมุมกลับกันอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นหรือได้สัมผัสด้วยตัวของเขาเอง แต่ว่าทุกสิ่งที่น้าได้พูดไว้ในพื้นที่ตรงนี้น้าเห็นและผ่านมาหมดแล้ว และบางเรื่องราวมันก็เกิดขึ้นกับตัวน้าเอง หรือบางเรื่องราวน้าก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยก็มี บทความและเรื่องราวต่างๆ ที่น้าได้เล่าได้ถ่ายทอดให้ฟังมันจึงเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงอยู่บนเรือมาจนถึงทุกวันนี้ นี่แหละ แต่ก็อีกน่ะแหละเราจะไปเจอมุมไหนของเรื่องราวก็แค่นั้นเอง มาน้าจะเล่าอีกหนึ่งตัวอย่างให้ฟังจะได้เข้าใจกันง่ายๆ
     มีฝรั่งคนหนึ่งมาเที่ยวเมืองไทย และเขาก็โดน taxi โกงค่ารถ พอไปถึงโรงแรมที่เข้าพักก็โดนโก่งราคาอีก ออกไปกินข้าวข้างนอกก็โดนคนวิ่งราวฉกกระเป๋าตังไปซะงั้น ไอ้หมอนี่ก็เลยเข็ดเมืองไทยไปนานเลย สิ่งที่เขาได้เจอก็คือสิ่งที่เขาได้บอกเล่าให้ญาติสนิทมิตรสหายของเขาได้รับรู้กันถ้วนหน้า
     ในขณะเดียวกันมีฝรั่งอีกคนหนึ่งมาเที่ยวเมืองไทย ลงเครื่องบินมาก็มีนางรำมาคล้องพวงมาลัยให้ คนขับรถก็สุภาพชวนคุยและก็แนะนำสถานที่ต่างๆ จนถึงโรงแรม ที่โรงแรมพนักงานทุกคนก็ต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ห้องพักก็ดูดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก ออกไปเที่ยวข้างนอกไม่รู้จักเส้นทางก็มีพลเมืองดีมาบอกเส้นทาง อาหารที่ไปทานมารสชาดก็สุดยอด ไปเที่ยวทะเลก็สวยงามมากผู้คนบนเกาะนี้ยิ้มเก่งและใจดีกันทุกคน สิ่งที่เขาได้ก็คือความสุดยอดและรอยยิ้มอันประทับใจของเมืองไทย นี่ก็คือสิ่งที่เขาคนนี้จะเล่าและบอกต่อกับญาติสนิทมิตรสหายของเขาเกี่ยวกับเมืองไทย
     เอ ก็ไอ้สองคนนี้มันก็มาเที่ยวเมืองไทยเหมือนกันนี่แล้วทำไมมันได้รับความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันได้ขนาดนั้นล่ะครับ คิดว่าคงโอกันแล้วนะ มาว่าถึงหัวข้อต่อไปกันเลยดีกว่า
     งานเรือนั้นต้องใช้ความอดทนสูงมากถึงจะอยู่ได้ อดทนอะไรกันนักกันหนาครับ น้าก็เห็นไอ้คนที่บ่นอยู่ตลอดเวลาเมื่อ 6-7 ปีที่แล้วที่เจอกัน ก็ยังป่วนเปี้ยนอยู่แถวๆนี้นี่แหละ หรือว่ามีความอดทนสูงกันขนาดนั้นเลยหรือ งานบนเรือนี่มันไม่ได้หนักหนาอะไรหรอกครับ มันอยู่ที่ใจแค่นั้นเองครับ ถ้าเราอยู่แล้วเรามีความสุขใจก็จะสั่งการให้สมองให้หลั่งสารแห่งความสุขออกมา พอเรามีความสุขร่างกายมันก็จะดูสดใสร่าเริงขึ้นมาทันทีครับ งานแค่นี่กับเงินเดือนขนาดนี้ผมว่ามันไม่หนักครับ น้าเคยทำงานหนักกว่านี้มาตั้งหลายเท่าเพื่อแลกกับเงินที่น้อยกว่านี้ตั้งหลายเท่า หรือว่าที่ทำงานเรือกันอยู่ตอนนี้เคยทำงานเบากว่านี้แล้วได้เงินเยอะกว่านี้อันนี้น้าก็ต้องขอโทษด้วยนะ แล้ว---จะมาทำไม
     สมัยตอนที่น้าทำงานโรงแรมน้ามีความรู้สึกว่าเราทำงานหนักกว่านี้เยอะเลย ตอนที่น้าอยู่แผนกจัดเลี้ยง น้าก็ไม่เคยนับนะว่าทำงานวันละกี่ชั่วโมง เอาเป็นว่าบางวันก็นอนในห้องจัดเลี้ยง บางวันก็ลืมไปรูดบัตรออก แล้วก็ต้องรูดเข้าเลย เพราะไม่งั้นเหมือนว่าเราลืมรูดบัตร แต่ที่จริงยังทำงานอยู่ยังไม่ได้ออกจากตัวโรงแรมเลย ทำเกี่ยวกับจัดเลี้ยงมาก็น่าจะ 6 ปี ก่อนจะย้ายเข้ามากทม. ห้องอาหารที่น้าอยู่นั้นบอกตรงๆว่านี่แหละถึงจะเรียกว่าหนัก น้าจะเข้างานตี 5-บ่าย2โมง ซะส่วนใหญ่ทำมาอยู่ 4ปีก่อนจะมาทำงานเรือ ตั้งแต่เขางานจนออกงานแทบจะไม่ได้หยุดเลยก็ว่าได้ แถมบางวันมีต่อตอนเย็นอีกต่างหากถ้ามีจองเยอะ ลูกค้าเช้าประมาณ 3-400คนทุกวัน ทำกันอยู่ประมาณ 5-6 คน จนมีคนบอกว่าถ้าผ่านห้องนี้ไปได้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำงานที่ไหนไม่ได้ มันคงไม่มีหนักกว่านี้อีกแล้วล่ะ
     ทำงานเรือนั้นต้องทำงานถึงวันละ 13-15 ชั่วโมง อันนี่ก็อีกเรื่องนึง ถามจริงๆเหอะว่าคนที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมานี่ตอนที่เซ็นต์สัญญาหรือว่าตอนที่ sign on เพื่อไปทำงานเรือนี่ได้อ่านกันบ้างหรือเปล่าว่าเขาเขียนอะไรบ้างและเราได้เซ็นต์ตกลงอะไรไปบ้าง เพราะว่าในหนังสือสัญญาการจ้างงานก็เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนนะครับว่าเราเองเนี่ยตกลงที่จะทำงานวันละ 13 ชั่วโมงครับ และบริษัทก็ยังสามารถให้เราทำงานล่วงเวลาได้อีกด้วยถ้ามีเหตุหรือมีงานที่จำเป็น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นในหนึ่งเดือนเราจะต้องไม่ทำงานเกิน 390 ชั่วโมงครับ นี่คือสิทธิของเราที่เราน่าจะรู้ก่อนที่จะไปว่าใครเขานะครับ
     แต่ก็อีกนะแหละครับ มาดูเรื่องเวลาของการทำงานกันหน่อยพอเอาไว้ประดับความรู้ก็ดีหรือเอาไว้บอกกล่าวกับหัวหน้างานที่ใช้แบบไม่ดูเวล่ำเวลาก็ได้ครับ แต่ว่าต้องพูดให้เป็นและก็ต้องรู้จักเวลาที่จะพูดด้วยนะครับ
****โดยส่วนใหญ่แล้วเขาเป็นกฎเลยแหละว่าจะไม่ให้ crew member ทำงานต่อเนื่องกันเกิน 5 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องอยู่ที่หัวหน้างานด้วยว่าจะมีวิธีการบอกกล่าวกับลูกน้องของตนอย่างไรในกรณีที่จะต้องขอให้ใครทำงานเกิน 5 ชั่วโมง
****ภายในหนึ่งวัน [รอบ 24 ชั่วโมง] เราจะต้องมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 10 ชั่วโมง นี่ก็คือสิทธิที่ควรรู้ไว้เหมือนกัน นั้นก็หมายความว่า เราสามารถทำงานได้ถึงวันละ 14 ชั่วโมงเลยนะ
****ภายใน 7 วัน เราจะต้องมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 77 ชั่วโมง พูดง่ายๆก็คือเราสามารถทำงานได้ถึงวันละ 13 ชั่วโมงทุกวันติดต่อกันได้เป็นอาทิตย์เลยนะ
****และก็ภายในหนึ่งเดือน เราจะต้องไม่ทำงานมากกว่า 390 ชั่วโมงโดยไม่จำเป็นยกเว้นจะมีการร้องขอจากบริษัทหรือหัวหน้างาน
     ทีนี้ก็ลองมองย้อนกลับไปดูอีกทีซิว่าเราทำงานเกิน 390 ชั่วโมงต่อเดือนหรือเปล่า ถ้าถามน้านะสมัยน้าอยู่โรงแรมที่เมืองไทย น้าเคยทำงานต่อเนื่องกันตั้งเป็นอาทิตย์แบบว่ากินนอนอยู่ที่โรงแรมไปเลยก็หลายครั้ง ถ้านับชั่วโมงก็น่าจะไม่ต่ำกว่า450-500 ชั่วโมง แน่นอน แต่ว่าตั้งแต่น้าทำงานเรือมาจนถึงปัจจุบัน น้ายังไม่เคยทำงานเกิน 390 ชั่วโมงเลยซักที เฉลี่ยชั่วโมงการทำงานของน้าเมื่อปีที่แล้วน้าคิดว่าน่าจะอยู่ที่ 280-300 ชั่วโมงต่อเดือน บางแผนกอาจจะไม่น้อยขนาดนี้แต่น้าก็เชื่อว่าไม่น่าจะถึงหรือเกิน 390 ชั่วโมงครับ แต่ต่อให้ถึงนั่นมันก็คือข้อตกลงที่เราทำไว้แล้วในวันเซ็นต์สัญญาไม่ใช่หรือครับ
     งานเรือนั้นไม่มีอิสระเลยเหมือนติดคุก เอออันนี้น้าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่ามันหมายถึงอย่างไร น้าก็ไปเที่ยวมาแล้วเกือบจะทั่วโลก น้าก็ได้ออกไปทุกที่ที่น้าอยากจะไป ได้ไปเห็นได้ไปสัมผัสมาแล้วเยอะแยะมากมาย และน้ามองไปรอบๆตัวน้ามันก็ไม่ใช่น้าคนเดียวนี่นา ที่ออกมาดูมาเที่ยวน้ามองไปทางไหนส่วนใหญ่แล้วน้าก็เห็นลูกเรือด้วยกันทั้งนั้นที่ออกมาเย้วๆ กันเต็มไปหมด ไม่มีใครโดนขังหรือกักบริเวณหรอกยกเว้นบางกรณีที่คุณไปทำผิดวินัย เช่นทำบัตร laminex [บัตรประจำตัวใช้เข้าออกเรือ] ก็จะหมดสิทธิออกนอกเรือจนกว่าจะได้บัตรใหม่ หรือว่าคุณกลับมาเรือสายกว่าเวลาที่เขากำหนดสำหรับลูกเรืออันนี้คุณก็ต้องโดนยึดบัตร laminex อีกเช่นกัน นอกจากนี้ก็ไม่เห็นว่าจะมีกรณีไหนที่เขาไม่ให้คุณออกไปเที่ยวหรอกครับ
     เอาล่ะวันนี้ก็น่าจะได้เข้าใจอะไรกันขึ้นมาบ้างสำหรับน้องใหม่ที่กำลังจะเข้ามาสู่ชมรมเดียวกัน ส่วนพี่ใหญ่หรือใครที่คิดว่ามีข้อมูลอะไรใหม่ๆ หรือใครคิดว่าไอ้ที่น้าได้พูดมานี่มันถูกหรือมันผิดยังงัย ก็เขียน comment ไว้ได้เลยนะ น้าจะได้เอามาบอกกล่าวเผยแพร่ให้กับทุกๆคน

เชือกแค่ไม่กี่เส้นนี่แหละที่ผูกเรือไว้ตอนที่เขาฝั่ง

Wednesday, May 5, 2010

งานเรือนั้นหนักจริงหรือ?????

      หวัดดีอีกรอบครับ พี่น้องชาวเรือทุกคนและก็เช่นเคยครับขอแนะนำทั้งน้องใหม่และน้องเก่าได้ช่วยกันเข้าไปอ่านในห้วข้อ thaiseaman club กันหน่อยนะครับจะได้รู้ความเคลื่อนไหวว่าปีหน้าเมษายนนี้เราจะทำอะไรกัน ยังงัยก็ยังเปิดกว้างสำหรับคำแนะนำของทุกๆคนนะครับ      เอาล่ะวันนี้น้าจะมาขอพูดอะไรที่มันสวนกระแสกับหลายๆคนหน่อยก็แล้วกันครับ งานเรือนั้นโครต หนักเลย งานเรือนั้นโหดมาก ทำงานทั้งวันแทบไม่ได้หยุดเลย งานเรือนั้นถ้าไม่แข็งแรงจริงๆทำไม่ได้หรอก งานเรือนั้นต้องใช้ความอดทนสูงมากถึงจะอยู่ได้ งานเรือนั้นต้องทำงานถึงวันละ 13-15 ชั่วโมง วันหยุดก็ไม่มี งานเรือนั้นไม่มีอิสระเหมือนติดคุก งานเรือนั้นไม่มีความยุติธรรมมีแต่ความลำเอียง งานเรือนั้นไม่ปลอดภัยและอันตรายมาก งานเรือนั้นไม่เหมาะกับผู้หญิงอันตรายมาก
     นี่ก็คือคำพูดที่หลายๆคนที่ทำงานเรือหรือกำหลังหาข้อมูลเพื่อจะมาทำงานเรืออาจจะได้ยินกันบ่อยมาก ก่อนอื่นน้าก็ต้องขอแนะนำตัวอีกนิดนึงนะว่า น้าก็ทำงานเรือมาก็เข้าปีที่ 10 แล้ว แต่น้าก็กลับไม่เคยเจอเรื่องอย่างที่ว่ามาซักกะที พูดไปเดี๋ยวก็จะหาว่าเวอร์ มาเดี๋ยวน้าจะแจกแจงให้ดูทีล่ะข้อกันไปเลย
***งานเรือนั้นโคตรหนักเลย คำว่าหนักในที่นี้ผมขอถามนิดเดียวว่ามันหนักขนาดไหนครับ หนักเหมือนพวกกรรมกรที่ต้องแบกหามทั้งวันเพื่อแลกกับเงินแค่วันละไม่ถึงสองร้อยบาท หรือว่า" แค่ " ทำงานหลายชั่วโมง ไม่ได้พักมากเท่าไหร่เพื่อแลกกับเงินเดือนละ 30.000-50.000 บาท สำหรับคนที่พึ่งจะเข้ามาทำงานเรือใหม่โดยเฉพาะ crew cleaner***pantry boy***ACAT  และเพื่อแลกกับเงินเดือนละ 60.000-100.000 บาท สำหรับ JBS.***SRS***Jr.waiter*** Waiter***Bartender มันหนักขนาดนั้นเลยเหรอ ผมว่าถ้าพวกคุณๆทั้งหลายนี่เดินเล่นทำงานไปวันๆคุณก็สามารถมีรายได้ขนาดนี้แล้วผมว่าพวกคุณก็ไม่น่าจะมาทำงานเรือเลย น่าจะเปิดโอกาสให้คนที่เขาอยากจะมาทำงานเพื่อสร้างรายได้น่าจะดีกว่า เพราะในความรู้สึกของน้าแล้ว น้ายังไม่เคยเห็นว่ามันจะหนักอะไรเลย ลองมองดูพวกที่ทำงานในระดับกรรมกร ที่ต้องทำงานทั้งวัน แบกกระสอบข้าวที่ท่าเรือที่หนักตั้ง 70-100 กก. แต่รายได้ที่เขาได้นั้นมันช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเหลือเกิน ก็ถ้าคิดว่าแค่นี้หนักก็น่าจะกลับไปอยู่บ้านแล้วก็นั่งเล่นนอนเล่นให้สบายใจอยู่บ้านเฉยๆนะแหละน้าว่าดีแล้ว
***งานเรือนั้นโหดมาก นี่ก็อีกคำนึงที่พูดกันมาซะจนติดปาก โหดมากไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้หรอก  ตั้งแต่น้าทำงานเรือมาน้าก็ยังไม่เคยเห็นว่ามันจะมีอะไรที่โหด หรือป่าเถื่อนขนาดนั้น หรือเป็นแค่การใช้ วาทะกรรมทางภาษาให้มันฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นแค่นั้นเอง ไม่มีหัวหน้างานคนไหนสามารถบังคับให้เราทำงานที่ไม่ถูกต้องต่อหน้าที่ของเราได้ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนสามารถหรือบังคับให้เราทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเขาได้ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนที่สามารถมาตะโกนด่าเราได้ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนสามารถกระทำหรือแสดงความถ่อยใส่เราได้ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนบังคับให้เราทำงานมากกว่าเวลาที่เราควรจะทำได้ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนสามารถแต๊ะอั๋งหรือล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัวเราได้ ฟังมาจนถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะบอกว่า เคยเจอมาแล้วอย่ามาโกหกกันเลย ครับผมน้าว่ามันก็ต้องเคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งนั้นน่ะแหละ แต่ที่น้ากำลังจะบอกต่อไปก็คือว่า เขามีสิทธิที่จะทำทุกอย่างตามที่น้าได้พูดถึงมาทั้งหมด ถ้าไม่มีใครพูดหรือทักท้วงขึ้นมา แต่ถ้าเรารู้จักที่จะปกป้องและรักษาสิทธิของเรา ใครก็ตามที่ทำสิ่งต่างๆที่น้าได้พูดถึง เขาจะไม่มีสิทธิทันที เอากันเข้าไปงงกันไปใหญ่แล้ว เอาเป็นว่ามาดูกฎกติกาซัก2 ข้อแล้วลองคิดตามนะว่าทำไมน้าถึงมาพูดอย่างนี้
1.บนเรือมีกฎอยู่ว่าห้ามไม่ให้พนักงานทำงานเกิน 5 ชั่วโมงติดกัน ใช่อยู่ว่าบางแผนกก็เห็นๆอยู่ว่าทำงานกันเกิน 5 ชม. ถมเถไป ใช่ครับ ก็เพราะว่าคุณๆ ทั้งหลายคุณยังไม่รู้จักสิทธิของคุณเองเลย ถ้าคุณรู้สึกว่าการทำงานเกิน 5 ชม.มันหนักเกินไปหรือว่ามันโหดเกินไปคุณก็ต้องบอกให้หัวหน้าคุณได้รับรู้ว่าคุณไม่เห็นด้วยที่จะทำงานเกิน 5 ชม. คุณต้องการพักแล้ว เขาก็จะต้องจัดการกับตารางการทำงานคุณใหม่ให้คุณไม่ต้องทำงานเกิน 5 ชม. แต่ว่าถ้าคุณไม่พูดอะไร ได้แต่บ่นกับเพื่อนๆว่าโครตโหดเลย มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาเดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ดูอีกเรื่องเพราะว่ายังเห็นทำหน้างงๆ กันอยู่เลย
****สมมุติว่ามีคนมาตบหัวคุณ คุณก็รู้สึกโกรธมากแต่ว่าคุณก็แค่ได้แต่บ่นกับเพื่อนๆว่า เจ็บใจไอ้หมอนี่มากเลย อยู่ดีๆก็มาตบหัวเราได้ ถ้าคุณทำอย่างนี่ ไอ้คนที่ตบหัวคุณก็ไม่มีความผิด
แต่ว่าถ้ามีคนมาตบหัวคุณแล้ว คุณไปแจ้ง security ให้รับทราบและบอกกับเขาไปเลยว่าคุณยอมไม่ได้นี่ถือว่าเป็นการดูหมิ่น คุณมากคุณจะไม่ยอมความเด็ดขาด ถ้าคุณทำอย่างนี้ไอ้คนที่ตบหัวคุณก็จะต้องถูกสอบสวนจนถึงที่สุด ไม่ส่งกลับบ้านก็ formal warning จาก Captain ครับผม เห็นความแตกต่างของเหตุการณ์ที่ 1 และเหตุการณ์ที่สองแล้วหรือยังครับ หวังว่าคงหายงง
     งานเรือนั้นถ้าไม่แข็งแรงจริงๆ ทำไม่ได้หรอก อันนี้น้าก็ต้องขอบอกอีกทีน่ะแหละว่ามันไม่ได้หนักหนาอะไรเหมือนการแบบกข้าวสารที่คลองเตยหรอกครับ พวกนั้นต้องแข็งแรงกว่าพวกเราชาวเรือเยอะครับถึงจะไปทำงานตรงนั้นได้ แต่พวกเราน้าขอบอกอีกนิดนึงว่าไม่ใช่ร่างกายครับ ขอแค่คุณไม่ถึงกับว่าเจ็บออดๆแอดๆ ก็พอแล้วครับ มันอยู่ที่ใจแค่นั้นครับ น้าเห็นผู้หญิงคนนึงตัวเล็กมาก อยู่ที่ห้องอาหาร อยากจะบอกชื่อแต่ว่ายังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของ เอาเป็นว่าตัวเล็กมาก แบกถาดอาหารที่ใส่มา 10 จาน น้องเขาก็มองแถบจะไม่เห็นทางแล้ว อยู่บน open deck ก็วิ่งขายเครื่องดื่ม ตลอดเวลาไม่หลบไม่อู้ จนเวลาผ่านไปไม่ถึง 6เดือนน้องเขาก็สามารถได้ปรับตำแหน่ง แต่ไอ้ตัวใหญ่ๆที่บอกว่าน่าจะแข็งแรง หรือว่ามีแต่แรงก็ไม่รู้ กลับได้แต่ยืนมอง เคยถามน้องเขาเหมือนกันว่า ขยันเหลือเกินไม่เหนื่อยบ้างเหรอ สิ่งที่น้องเขาตอบมามันก็เป็นแค่คำง่ายๆนี่แหละ แต่น้าเชื่อว่าถ้าใครคิดเป็นมันก็มีประโยชน์อย่างมากเลย น้องเขาตอบว่า "หนูแค่อยากจะทำให้ดีที่สุด อยากจะขอบคุณบริษัทที่ได้ให้โอกาสหนูได้เข้ามาทำงานที่นี่" นี่แหละง่ายๆ ยังงัยก็ลองไปคิดเอาเองก็แล้วกันนะ เอาไว้เดี๋ยวน้าจะมาต่อให้ครบทุกหัวข้อที่ได้เกริ่นไว้ วันนี้ขอตัวก่อน
   

Sunday, October 25, 2009

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงาน

ครับผมก็หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรครับ ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรกันบ้างครับ ตอนนี้ก็ยังคอย e-mail จากแฟนๆอยู่นะครับส่งมาทักทายกันหน่อยก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เราจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไม่จำเป็นต้องเป็นลูกเรือของ princess นะครับ ของบริษัทไหนก็ได้ครับ ยิ่งอยากรู้ครับจะได้นำมาถ่ายทอดให้น้องๆ ได้รู้กันครับ เอาละครับมาว่ากันต่อในเรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงานกันต่อดีกว่าครับ ครั้งที่แล้วได้พูดถึงแผนกที่ค่อนข้างใหญ่ที่สุดในวงการเรือหรือโรงแรมนั้นก็คือ F&B ไม่ต้องบอกนะครับว่าแปลว่าอะไร [fab & breeze] ต่อมาเรามาพูดถึงแผนก accomodation กันดีกว่า ฟังดูแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูพวกเรากันซักเท่าไหร่นักครับ แต่ถ้าบอกว่า house keeping หรือแผนกแม่บ้านทุกคนก็จะร้องอ๋อเป็นไอ้จ๋อกันไปเลย ครับแผนกนี้ก็คือแผนกแม่บ้านในวงการโรงแรมนี่แหละครับ เพียงแต่ศัพท์ที่ใช้อาจจะต่างกันเล็กน้อยครับ ถ้าอยากรู้ว่าคำศัพท์คำไหนที่ใช้ต่างกันก็ให้ไปดูเพิ่มเติมอีกทีที่ คำศัพท์งานเรือ มาว่ากันที่ตำแหน่งแรกกันก่อนเลยดีกว่าครับ
crew cleaner [utility cleaner]ตำแหน่งนี้ก็คือพนักงานทำความสะอาดครับแต่ว่าเป็นพนักงานทำความสะอาดขั้นฝึกหัดว่างั้นเหอะครับ คือว่าน้องใหม่ที่มาทำงานเรือครั้งแรกเลยในแผนกนี้จะต้องเริ่มต้นที่ตำแหน่งนี้กันทั้งนั้น ยกเว้นถ้าโชคดีหรือมีเส้น???? พูดง่ายๆ ก็คือว่าให้ฝึกงานในส่วนของลูกเรือก่อน[crew area] ครับ งานหนักไหมตำแหน่งนี้ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยนะครับว่า หนักครับ หนักมากด้วยครับ แต่ตายไหม ไม่ตายครับ อยู่มาก็9ปีก็ยังไม่เห็นใครตายเพราะงานหนักกันเลยนะครับ งานหนักครับแต่ก็สบายใจครับ เพราะวันๆ เจอแต่ห้องน้ำกับขยะ หนำซ้ำวันสิ้น cruise [turnaround day] ก็คนกลุ่มนี้อีกนะแหละครับที่จะต้องทำการยกกระเป๋าลูกค้า passenger ลงจากเรือ และก็ต้องยกกระเป๋าชุดใหม่ขึ้นมาสำหรับ cruise ต่อไป[ ลงวันนี้และก็ขึ้นวันพรุ่งนี้ครับ] หลังยังไม่หายยอกเลยครับ และที่สำคัญตอนนี้ที่เรือและเมืองนอกที่เจริญแล้วจะไม่อนุญาตให้ใช้ back support นะครับเขามีเหตุผลของเขาว่าการใส่ back support นั้นทำให้พนักงานยกของที่หนักเกินความสามารถของตนเอง จะทำให้กระดูกสันหลังทำงานหนักเกินไปและจะมีผลในระยะยาว [แต่ตอนนี้จะตายอ่ากันอยู่แล้ว]อย่าบ่นเลยเอาเป็นว่าเขาเป็นห่วงเราก็แล้วกันครับ ตำแหน่งนี้หนักครับใครที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อนขอให้คิดดูซักนิดนึงว่าตัวเองพร้อมแล้วหรือยังกับงานที่ไม่คุ้นเคยอย่างนี้ และที่สำคัญเงินน้อยที่สุดและงานหนักที่สุดครับ รายได้นะครับเมื่อก่อนเขาจะให้เป็นเงินเดือนครับอยู่ที่ 356$ และก็เงิน cruise อีกประมาณอาทิตย์ละ 70-90 $ ซึ่งรวมแล้วก็น่าจะได้ไม่เกิน 700 $ ต่อเดือน อันนี้พูดจริงๆ นะครับ
accomodation attendance [acat] หรือที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบเรียกว่าไอ้แมว [a-cat] คงรู้แล้วนะ ตำแหน่งนี้ก็คือว่าหลังจากที่คุณได้ฝึกวิทยายุธจากวัดเส้าหลิน [crew cleaner]จนสำเร็จ พูดง่ายๆว่าผ่านด่านได้ว่างั้นเหอะ คุณก็จะได้ตำแหน่งนี้มาความแตกต่างของงานนี้กับ crwew cleaner ต่างกันอยู่นิดเดียวครับเพียงแต่ว่าคุณได้ย้ายมาทำความสะอาดห้องน้ำกับเก็บขยะในส่วนของลูกค้า passenger area ก็แค่นั้นเองครับ หนำซ้ำวันสิ้น cruise [turnaround day] คุณก็ยังได้ไปยกกระเป๋าขึ้นลงให้ลูกค้าเหมือนเดิมครับ คำว่ายกกระเป๋านี่หลายคนคงจะยังมองไม่เห็นความสยดสยองของมันว่ามันจะเหนื่อยกันแค่ไหนเชียว ลองจินตนาการตามผมดูนะครับยกตัวอย่างเรือที่มีลูกค้า 3100 คน กระเป๋าที่ลูกค้านำติดตัวมาก็น่าจะมีคนละประมาณ 2-3 ใบ แต่โดยปรกติแล้วจะมากกว่าคนละ3 ใบ เพราะว่าแค่ชุดราตรีของคุณภรรยาก็ 1-2 ใบเข้าไปแล้วครับ จะขอคิดแค่คนละ 3 ใบก็พอนะครับก็คือว่ากระเป๋าประมาณ 9300 ใบครับที่จะต้องขนมาเตรียมไว้ข้างล่าง[ชั้น 4,M1,DECK 4]แล้วแต่ว่าใครจะเรียกแต่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ชั้น 4 ครับผมก็กระเป๋าแค่ประมาณ 9000 ใบเองครับ แต่วาจำนวนพนักงานที่ทำการขนกันนั้นผมก็ไม่เคยนับแบบจริงๆหรอกนะครับแต่กะเอาด้วยสายตาว่าไม่ถึงร้อยคนแน่นอนครับ และมองลึกลงไปอีกนิดนึงนะครับ กระเป๋าที่ว่านี่ส่วนใหญ่แล้วจะมีน้ำหนักเกินกว่าที่ air port กำหนดไว้เยอะมากครับ เพราะว่าส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นชาวamerican หรือถ้าไม่ได้อยู่แถว america ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนพื้นที่ครับ และหรือต่อให้เขาต้องนั่งเครื่องเขาเหล่านั้นก็ยินดีที่จะเสียค่าปรับที่กระเป๋าของพวกเขาน้ำหนักเกิน ทำไมหรือครับ เพราะว่าของที่เขาซื้อมาจากเมืองท่าปลอดภาษี+เงินค่าปรับที่ air port ก็ยังถูกกว่าเขาซื้อเหล้าดีขวดนึงที่ america ดเลยครับ ก็ด้วยเหตุผลนานาประการนี่แหละครับ จึงทำให้กระเป๋าแต่ละใบนั้นหนักถึงหนักมากครับผม